นับจากขึ้นปีใหม่ 2021 ทางวีโว่ก็สมาร์ตโฟนรุ่นแรกมาลงขายอย่าง Vivo Y31 ที่มีราคาคุ้มค่าเพียง 7,499 บาท แต่ได้สเปกจัดเต็มในเรื่องของชิปเซ็ต Snapdragon 662 ตัวใหม่ล่าสุด แถมยังคงได้กล้องหลัง AI Triple Camera ที่มีความละเอียดสูงถึง 48 MP และเป็นรุ่นที่มีกล้องความละเอียดสูงสุดใน Y Series เหมาะกับคนที่ต้องการนำเอาสมาร์ตโฟนไปดูหนังหรือเล่นเกม เพราะยังมีแบตเตอรี่อึด 5,000 mAh และลำโพงดังพิเศษด้วย Super Audio อันทรงพลัง

Vivo Y31

สำหรับรีวิว Vivo Y31 บอกเลยว่าน่าจะเป็นหนึ่งในรุ่นของวีโว่ที่ขายดีไม่แพ้กัน เพราะจากเดิมสำหรับ Y Series ก็ขายดีอยู่แล้ว การอัปเดตคุณสมบัติใหม่ในปี 2021 มีความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเก่าค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ “กล้องหลัง” ที่ให้ความละเอียดสูงถึง 48 MP ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Y Series และเราไม่ได้เห็นบ่อยนักในสมาร์ตโฟนราคาไม่เกินหมื่น แถมรุ่นนี้ยังไม่ทำการลด Cost แต่อย่างใดเพราะมีของแถมให้จัดเต็มทั้งหูฟังและชุดชาร์จเร็ว 18W FlashCharge

สเปกและคุณสมบัติ

  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 (ครอบทับด้วย Funtouch OS 11)
  • หน้าจอ IPS ขนาด 6.58″ Full HD+ (ความละเอียด 1080 x 2480 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm SM6115 Snapdragon 662
  • แรม 8 GB
  • รอม 128 GB (รองรับ microSD)
  • กล้องหลังแบบ 3 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED
    • กล้องหลัก 48 MP (F/1.79)
    • กล้องโบเก้ 2 MP (F/2.4)
    • กล้องมาโคร 2 MP (F/2.4)
  • กล้องหน้า 8 MP (F/1.8)
  • รองรับสองซิม (สามารถเพิ่ม microSD แยกต่างหาก)
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือด้านข้างหน้าจอ
  • แบตเตอรี่ 5,000 mAh (รองรับชาร์จเร็ว 18W FlashCharge)
  • ขนาด 163.86 × 75.32 × 8.38 มม.
  • น้ำหนัก 188 กรัม

แกะกล่อง Vivo Y31 อุปกรณ์ให้มาครบ!

การวางตำแหน่งของ Vivo Y31 จะเรียกได้ว่าเป็นเรือธงของสมาร์ตโฟนราคาประหยัดก็ได้ เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างจัดเต็ม แต่ไม่มีคุณสมบัติหรูหราเหมือนกับ V Series ดังนั้นของแถมก็ให้มาแบบไม่งก มีมาให้พร้อมทั้งแต่หูฟัง, อะแดปเตอร์ 18W FlashCharge, เคสใส, สายชาร์จ USB-C (ปกติถ้ารุ่นถูกมากจะเป็น Micro USB) ส่วนสีก็มีให้เลือก Racing Black และ Ocean Blue (ตัวที่รีวิว) ด้วยราคาเพียง 7,499 บาท แต่ได้ Snapdragon 662 + RAM 8 GB + ROM 128 GB

ตัวเครื่องยังคงแนวคิดการออกแบบ Dazzling 3D Color & Slim Design ที่เราจะมองเห็นได้จากสมาร์ตโฟนวีโว่ในช่วงนี้ หากดูจากรูปด้านบนให้ดีจะเห็นว่าสีเป็นทูโทนด้านนึงสีฟ้าด้านนึงสีน้ำเงิน (ลองมองจากด้านข้าง) จะเห็นได้ว่ามันคนละสีกันเลยด้วยการผลิตและเคลือบสีแบบใหม่ นอกจากนี้เวลาเครื่องได้รับแสงกระทบก็จะมีความเปลี่ยนแปลงไล่โทน ถึงแม้ว่าดูทรงแล้วจะไม่หรูหราเหมือนกับรุ่นพี่ V Series เท่าไหร่ แต่หากอิงความคุ้มค่าเป็นหลักแล้วก็ชนะขาดเลยสำหรับ Y Series

ตัวเครื่องมีความโค้งเล็กน้อยให้เข้ากับข้อมือตามสรีระศาสตร์ ส่วนการวางรูปแบบเลนส์ยังคงเป็นสามตำแหน่งตามสไตล์วีโว่ พร้อมล้อมคาดด้วยเส้นกรอบอะลูมิเนียมสีเงินเพิ่มความหรูหรา และถึงจะเป็นรุ่นประหยัดแต่ก็ให้กล้องจัดเต็ม 48 MP (F/1.79) พร้อมกล้องโบเก้ 2 MP (F/2.4) และกล้องมาโคร 2 MP (F/2.4) เหมาะกับการถ่ายภาพส่วนบุคคลและวัตถุขนาดเล็ก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีกล้องมุมกว้างให้ตามสมัยนิยม แต่หากพูดถึงในช่วงราคาได้กล้องหลัก 48 MP มาก็ถือว่าเกินคุ้มแล้ว

ระบบชาร์จเร็วเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้เรียนรีวิวเองชอบมาก และสามารถใช้งานได้จริงตลอดทุกวันด้วยความเร็ว 18W FlashCharge ซึ่งเรียนตามตรงว่ามันไม่ได้เร็วแบบเรือธงหลายรุ่น แต่เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเร็วทันใจแถมยังเครื่องไม่ร้อนอีกด้วย สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-70% ได้ภายในเวลา 64 นาที บางคนอาจมองว่าใช้เวลาชั่วโมงกว่าเลยหรอ อันนี้ต้องอย่าลืมว่าแบตเตอรี่ของเขามัน 5,000 mAh จะให้เต็มเร็วเหมือนเครื่องแบตเตอรี่ความจุน้อย ๆ คงไม่ได้ ส่วนการใช้งานก็ยาวนานขึ้นตามลำดับ

48 MP Triple Camera

ปกติรีวิวกล้องหลังผมจะเอาไว้ท้ายสุด แต่อันนี้เป็นจุดเด่นที่ไม่เอามาพูดไม่ได้เลย 48 MP เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าโดดเด่นมาก สามารถประมวลผลภาพได้ดียิ่งขึ้น ให้ภาพถ่ายของเราคมชัดเป็นพิเศษ การเอาไปซูม Digital หรือ Crop ก็ยังให้ภาพที่คมโดยไม่แตก และยังมีรูรับแสงกว้าง F/1.79 สามารถถ่ายภาพได้ดีในที่แสงน้อย ละลายฉากหลังได้ดี (และดียิ่งขึ้นด้วยกล้องโบเก้ที่ฝังมาด้วย) นอกจากนี้ยังมีระบบ AI คอยปรับแต่งการตั้งค่ากล้องและสีที่เหมาะสม ช่วยให้ภาพถ่ายมีคุณภาพขึ้นอีก

กล้องหลัง

สุดจัดปลัดบอก! ไม่รู้จะมีคำไหนเหมาะกว่านี้อีกแล้ว สำหรับการถ่ายรูปจากกล้องหลัง 48 MP ที่ตัวผู้เขียนรีวิวเองเป็นคนถ่ายรูปไม่เก่งอะไรนัก แต่ก็แทบไม่ต้องคิดอะไรเลยเพียงแค่กดถ่ายอย่างเดียว นอกจากนั้นทางกล้องจะมี AI คำนวณให้หมดว่าฉากแบบนี้คืออะไร ควรปรับแต่งภาพหรืออารมณ์เป็นแบบไหน (อันนี้ถ่ายเสร็จแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย) สามารถเอารูปมาใช้งานต่อได้เลยให้ผิวสวยตามแบบฉบับของวีโว่ ภาพที่ได้นี่คือคมขนาดทำเอาสมาร์ตโฟนระดับกลางหลายรุ่นอาจไปเลย ไม่ผิดหวังครับ!

สำหรับการถ่ายกลางคืนถามว่าถ่ายได้มั้ย ? คือก็พอที่จะถ่ายได้อยู่เพราะมีโหมดกลางคืนให้ใช้งาน แต่อย่าคาดหวังว่าจะคุณภาพสูงเหมือนรุ่น Vivo V20 Pro, Vivo V20 หรือ Vivo V20 SE ที่สามารถเอาไปถ่ายไฟปีใหม่-ไฟคริสต์มาสได้อย่างสบาย (คุณภาพพอใช้งานแต่ยังไม่ถึงกับดี) และนอกจากนี้ก็ยังมีฟิลเตอร์กลางคืนมาตรฐานให้เลือกใช้อีก 4 แบบ ได้แก่ Black & Gold, Blue Ice, Green Orange และ Cyberpunk เพื่อให้ภาพของเรามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

กล้องหน้า

จุดเด่นของรุ่นนี้เป็นกล้องหลังไม่ใช่กล้องหน้า แต่ขึ้นชื่อว่าวีโว่ไม่มีทำให้เสียอย่างแน่นอน และถึงแม้ว่าจะมีความละเอียดอยู่ที่ 8 MP แต่ก็ทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดไว้ แต่เชื่อว่าผู้หญิงหลายคนคงอยากเน้นกล้องหน้ามากกว่า (ฮา) ไม่เป็นไรครับทางวีโว่ยังมีให้เลือกอีกหลายรุ่น แต่สำหรับตัวผู้เขียนรีวิวเองคุณภาพประมาณนี้ก็เพียงพอแล้ว เอาไว้ใช้แค่เซลฟี่เล็กน้อยและก็พวกถ่ายวิดีโอคอล และด้วยความที่กล้องหน้ามีเลนส์เดียวที่มุมไม่กว้าง จึงไม่ค่อยเหมาะกับการเอาไปถ่ายภาพเซลฟี่หลายคนเท่าไหร่

กล้องโบเก้

โดยปกติแล้วกล้องโบเก้จะไม่มีภาพถ่ายเป็นของตัวเอง เพราะกล้องตัวนี้ก็เหมือนกับเป็นกล้องเสริมให้กับกล้องหลักมากกว่า เพื่อทำหน้าที่ในการแยกภาพวัตถุกับฉากหลังออก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือทำให้เนียนขึ้นนั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าแบรนด์ไหนที่มีกล้องโบเก้ก็จะเหมือนกันซะหมด เพราะว่าภาพที่ได้จากการแยกพื้นหลังต้องมีการประมวลผลต่อ และจะออกมาเนียนหรือว่าดูหลอกตาก็ขึ้นอยู่กับ Software รวมถึง AI ที่เป็นจุดเด่นของแต่ละแบรนด์จะแสดงพลังออกมา แน่นอนว่าวีโว่ทำได้ดีสุด

กล้องมาโคร

อันนี้เป็นหนึ่งในเลนส์ที่หาโอกาสใช้ได้น้อยมาก และไม่ค่อยถูกพูดถึงได้เท่าไหร่ และรีวิวตามตรงว่าคนส่วนใหญ่ น่าจะอยากได้กล้องมุมกว้างมากกว่า แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่างจึงทำให้วีโว่เลือกกล้องมาโครมาใส่แทน ส่วนระยะใกล้สุดที่สามารถถ่ายได้ก็คือ 4 ซม. สำหรับเรื่องคุณภาพทางเราก็รีวิวตามตรงว่า ยังไม่ได้รู้สึกว่ามันน่าตกใจเท่าไหร่ (แค่พอใช้ได้) และยิ่งหากเทียบกับกล้องหลักที่มีจุดแข็งกลบทุกจุดอ่อน ยิ่งทำให้กล้องมาโครแทบจะไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึง สรุปคือพอถ่ายได้แต่ยังไม่สุดจัด

Halo FullView หน้าจอใหญ่เต็มตา 6.58″

การแสดงผลจัดเต็มเกือบสุดขอบด้วย Halo FullView Display สามารถดูได้เต็มตาขนาด 6.58″ ความละเอียดก็อยู่ระดับไม่มากไม่น้อยจนเกินไป Full HD+ (1080 x 2480 พิกเซล) รอบรับมาตรฐานสี P3 Color Gamut เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกม มีการใช้เทคโนโลยี In-cell ช่วยให้หน้าจอสามารถแสดงสีสันได้แบบมีมิติ สามารถเลือกกรองเอาสีฟ้าที่อันตรายต่อดวงต่อออกได้ ซึ่งก็เป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ตโฟนวีโว่ในช่วงหลังหลายรุ่นด้วยกัน หน้าจอติดฟิล์มมาจากโรงงาน

แบตอึด 5,000mAh แถมยังชาร์จเร็ว 18W

ในยุคนี้หากเราซื้อมือถือแล้วแบตเตอรี่อยู่ไม่ถึงวันนี่ถือว่าเสียหายมาก Vivo Y31 ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นประหยัด แต่แบตเตอรี่ก็ให้มาแบบไม่หวง พร้อมกับระบบประหยัดพลังงาน สามารถดูภาพบนตร์ได้ประมาณ 17.9 ชั่วโมง และเล่นเกมได้นานถึง 9.9 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีฟังก์ชัน Reverse Charging ทำให้เป็นเหมือนแบตเตอรี่พกพาไปในตัว นอกจากนี้งยังมีรองรับชาร์จเร็ว 18W FlashCharge สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 70% ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 64 นาที หรือชั่วโมงนิด ๆ เท่านั้น

Snapdragon 662 เล่นเกมอย่างลื่น

มีการเลือกใช้ชิปรุ่นใหม่ระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 662 ซึ่งเข้ากับเกมส่วนใหญ๋ได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับ RAM 8 GB และ ROM 128 GB เวลาเล่นเกมก็ยังไม่เจอความหน่วงให้เห็น (ทดสอบกับ RoV เฟรมเรต 60FPS คือลื่นดีมาก) สามารถติดตั้งเกมได้เยอะเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้หากต้องการเพิ่ม microSD ก็สามารถใส่เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องแชร์ช่องซิม นอกจากนี้ยังมี Multi Turbo 4.0 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งในเรื่องของชิปและเน็ต

Android 11 ใหม่ล่าสุด ไม่ต้องรออัปเดต

พูดในส่วนของ Hardware กันมาเยอะแล้วคราวนี้มาในเรื่องของ Software เพราะตัวเครื่องวีโว่ให้มาพร้อมกับ Android 11 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ตรงข้ามกับบางรุ่นในตลาดที่ส่วนใหญ่ราคาถูกจะมากับระบบปฎิบัติการเวอร์ชันเก่า ที่นี้เท่านั้นยังไม่พอวีโว่ยังได้ปรับจูนเข้ากับ Funtouch OS เพื่อให้คงความเป็นเอกลักษณ์ และสามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหล ตรงนี้มีความติดใจนิดหน่อยว่ามันใช้งานได้ง่าย และมีคุณสมบัติลูกเล่นมาให้แบบจัดเต็ม จนบางครั้งงานง่าย ๆ เราก็ไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชันเพิ่ม

สแกนลายนิ้วมือด้านข้างจอ

ด้วยราคาไม่ถึงหมื่นบาท หากใครอยากได้สแกนลายนิ้วมือบนจอก็ดูเกินเหตุไปหน่อย แน่นอนว่ารุ่นนี้มาพร้อมกับสแกนลายนิ้วมือด้านข้างจอ แต่เห็นแบบนี้แล้วไม่ใช่ว่าจะธรรมดานะครับ ด้วยความเร็วเพียงแค่ 0.3 วินาที แต่หากใครต้องการปลดล็อคด้วยใบหน้าก็ทำได้แบบ 2D ซึ่งส่วนตัวแนะนำว่าในช่วง COVID-19 อาจทำให้ถอดหน้ากากไม่สะดวกนัก การสแกนลายนิ้วมือก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน และทางวีโว่ก็ออกแบบมาให้ปุ่มสแกนลายนิ้วมือ เป็นปุ่มเดียวกับปุ่มสำหรับเปิดปิดเครื่องเลย

Super Audio คุณภาพเสียงทรงพลัง

ตอนแรกเห็นคุณสมบัตินี้แล้วคิดว่าเขาใส่มาเล่น ๆ แต่พอได้ฟังแล้วเสียงดังจริง เพราะว่า Audio Booster ช่วยเพิ่มความดังได้สูงสุดที่ 73dB หากเทียบกับมือถือขนาดใกล้เคียงกัน แทบไม่เจอเครื่องไหนที่ดังขนาดนี้ (เว้นแต่พวกเครื่องขนาดใหญ่) เหมาะกับคนที่ชอบเปิดลำโพงฟังเพลงหรือดู YouTube อะไรพวกนี้จะสะใจมาก นอกจากนี้ยังมีระบบ Super Audio ที่สามารถปรับเสียงให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกม, ฯลฯ ช่วยเพิ่มคุณภาพไปอีก

จากที่ได้ลองใช้งานรวมถึงถามนางแบบ ทางผมเองมองว่า Vivo Y31 ถูกออกแบบมาได้อย่างลงตัว เป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนราคาประหยัดที่ถูก เพิ่มประสิทธิภาพให้เทียบชนสมาร์ตโฟนระดับกลาง ประการแรกคือเรื่องของกล้อง 48 MP ที่หากถ่ายแล้วไม่ชื่อรุ่นก็คงไม่มีใครเดาราคาถูก นอกจากนี้ยังมีชิปยอดนิยมจาก Qualcomm ลองใช้งานหลายแอปพลิเคชันก็ยังลื่นไหลด้วย RAM 8 GB และสามารถเก็บไฟล์กันยาว ๆ ได้ด้วย ROM 128 GB ส่วนแบตเตอรี่ก็มีความอึดทนตลอดทั้งวัน 5,000 mAh

กลุ่มคนที่เหมาะสมกับ Vivo Y31 ชัดเจนเลยว่าเป็นนักเรียน/นักศึกษา ที่ต้องความความคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายทุกบาททุกสตางค์ ในขณะที่ไม่อยากหงุดหงิดกับสมาร์ตโฟนระดับล่างที่อาจ “ช้าเกินไป” แต่ก็ไม่อยากได้สมาร์ตโฟนราคาเป็นหมื่นเพราะมองว่า “ก็ใช้งานได้เหมือนกัน” การออกแบบเครื่องชัดเจนว่าเหมาะกับนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ก็ดี หรือลำโพงที่ให้เสียงดังฟังชัดก็ดี กล้องหน้าอาจไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ แต่หากเทียบกับกล้องหลังนี่คือแบบถ่ายได้ไม่แพ้ใคร

ข้อดี

  1. กล้องหลัง 48 MP
  2. แบตเตอรี่อึด 5,000 mAh
  3. รองรับชาร์จเร็ว 18W FlashCharge
  4. ลำโพงดังและเสียงดี

ข้อเสีย

  1. ไม่มีกล้องมุมกว้าง

สรุป

Vivo Y31 ด้วยราคาเครื่องเพียง 7,499 บาท แต่ได้เครื่องที่จ่ายครั้งเดียวจบ มีสเปกที่สามารถใช้งานได้จริงอย่างไม่อึดอัด ต่างจากสมาร์ตโฟนรุ่นล่างที่มักจะตัดหลายอย่างออกให้หงุดหงิด ประสิทธิภาพก็เพียงพอสำหรับทุกแอปพลิเคชันในปี 2021 ให้ชิปที่เชื่อถือได้อย่าง Snapdragon 662, RAM 8 GB, ROM 128 GB คุณจะไม่เจอปัญหาดีเลย์หรือช้าให้หงุดหงิด นอกจากนี้ยังมีกล้องหลังทรงพลัง 48 MP และแบตเตอรี่อึดชนิดที่ลืมแบตเตอรี่สำรองไปได้เลย หากเอาคุ้มก็ต้องเครื่องนี้แหล่ะ!

Vivo Y31 วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 28 มกราคมเป็นต้นไปครับ ราคา 7,499 บาท รับฟรี! Bluetooth Body Weight Scale มูลค่า 1,099 บาท สามารถไปลองจับสัมผัสตัวจริงกันได้ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ Vivo Official Online Store

หมายเหตุ – บทความนี้เป็น Advertorial