เปิดขายรวดเร็วทันใจกับ vivo V23e 5G หลังมีภาพหลุดจากเวียดนาม จุดเด่นรุ่นนี้อยู่ที่ความบางเบาเป็นพิเศษ แถมยังรองรับ 5G แบบระบบ Stand Alone (SA) ในราคาเพียง 12,999 บาท นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องของกล้องหน้า 44MP Natural Portrait Selfie เน้นการถ่ายสวยแบบเป็นธรรมชาติ

vivo V23e 5G

ตัวเครื่องมาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานตามสไตล์ vivo ไม่ว่าจะเป็นฟิล์มกันรอย, เคสซิลิโคนกันกระแทก, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 44 วัตต์ (vivo 44W FlashCharge), สายชาร์จ USB-C, หูฟังแบบ 3.5 มม. (พร้อมหัวแปลง USB-C), คู่มือและเข็มจิ้มถาดใส่ซิม ส่วนราคาเปิดตัวอยู่ที่ 12,999 บาท ก็ถือว่าไม่แพงทีเดียว

สเปกและคุณสมบัติ

  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 (ครอบทับด้วย Funtouch OS 12)
  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.44″ Full HD+ (ความละเอียด 1080 x 2400 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Dimensity 810
  • แรม 8 GB
  • รอม 128 GB (รองรับ microSD)
  • กล้องหลังแบบ 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED
    • กล้องหลัก 50 MP (F/1.8)
    • กล้องมุมกว้าง 8 MP (F/2.2)
    • กล้องมาโคร 2 MP (F/2.4)
  • กล้องหน้า 44 MP (F/2.0)
  • รองรับสองซิม 5G
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • รองรับ Bluetooth 5.1, Wi-Fi 5 GHz
  • แบตเตอรี่ 4,050 mAh (รองรับชาร์จเร็ว 44W FlashCharge)
  • ขนาด 160.87 × 74.28 × 7.36 มม.
  • น้ำหนัก 172 กรัม

การออกแบบ

ตัวเครื่องมีความเป็นแฟชั่นสูงตั้งแต่ขนาดที่ “บาง” กว่าคู่แข่งในตลาด ด้วยขนาดเพียงแค่ 7.36 มม. เราจึงแนะนำให้ว่าไม่ต้องใส่เคสจะสัมผัสดีกว่า รวมถึงน้ำหนักเบาเพียง 172 กรัม มีนวัตกรรมเคลือบฝาหลังใหม่ ให้สัมผัสแวววาวสะท้อนทุกความดูดี โดยจะเป็นแบบด้านที่จับแล้วไม่มีรอยนิ้วมือให้กวนใจ ส่วนสีมีให้เลือกเป็น Sunshine Coast (ตัวที่รีวิว) และ Moonlight Shadow โดยสีจะเปลี่ยนไปตามแสงที่กระทบ

ด้านหลังจะเป็นการวางกล้องเรียงกันเป็นเส้นตรง ประกอบไปด้วยเลนส์หลัก, เลนส์มุมกว้างและเลนส์มาโคร วางในรูปแบบโมดูลที่มีความเหลี่ยม รวมถึงมีการยกระดับจากตัวเครื่องปกติสองชั้นเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าใครไม่ชอบใส่เคสไปตรงนี้จะเรียบเนียนพอดีกัน ส่วนความพิเศษของรุ่นนี้จะหนักไปที่กล้องหน้า 44 MP

บางเพียงแค่ 7.36 มม.

เรื่องความบางดูเหมือนจะไม่ค่อยโดนใจผู้ชายเท่าไหร่ (ยกเว้นบางคนที่สายแฟชั่นจริง ๆ) เพราะการเอาเก็บใส่กางเกงของผู้ชายไม่ลำบากนัก แต่สำหรับผู้หญิงจะชอบความบางมากเป็นพิเศษ เพราะสามารถพกพาได้ง่ายโดยไม่นูนน่าเกลียด หรือจะใส่กระเป๋าสะพายข้างใบเล็ก ๆ มุมไหนก็สบายไปหมด

กล้องหลัง

สามเลนส์ที่กล่าวไปก่อนหน้าเหมาะกับการใช้งานทั่วไปประกอบไปด้วยกล้องหลัก 50 MP (f/1.8) + กล้องมุมกว้าง 8 MP (f/2.4) + กล้องมาโคร 2 MP (f/2.4) สามารถเก็บรายละเอียดได้ดีตามสไตล์ vivo มีลูกเล่นของกล้องให้ได้ใช้งานกันแบบจุใจ ส่วนวีดีโอก็มีระบบกันสั่น EIS มาให้ในตัวแบบครบเครื่อง

ตอนแรกคิดว่า vivo V23e 5G จะมีดีแค่กล้องหน้า (ตามโฆษณาจุดขายของรุ่น) แต่คือกล้องหลังก็ดีงามมาก กล้องหลัก 50 MP (f/1.8) ถ่ายได้ทั้งกลางวันและกลางคืนแบบไม่อายใคร ภาพที่ได้มาคมกริบและจัดการแสงได้เป็นอย่างดี กลางคืนมีโหมดอัจฉริยะช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้นมาก ตะลึงก็ไปกับราคานี้

หรือใครที่ชอบถ่ายละลายหลัง (ชัดตื้น) อันนี้ก็แทบจะเสกได้ดั่งใจ เหมาะกับเวลาถ่ายแล้วพื้นหลังรกหรือคนเยอะ ก็จับละลายไปให้หมด เท่านั้นยังไม่พอยังสามารถเล่นกับคุณสมบัติที่เปลี่ยนโบเก้ได้ ใครเบื่อที่จะเป็นไฟดวง ๆ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นรูปดาว, หัวใจ, ผีเสื้อ, ฯลฯ สร้างความสนุกในการถ่ายภาพอีกระดับ

หากเทียบกับกล้องหลัก กล้องมุมกว้าง 8 MP (f/2.4) จะดูดรอปไปเลยเพราะรูรับแสงไม่กว้างเท่า อันนี้จึงไม่เหมาะกับการถ่ายรูปในช่วงแสงน้อย บวกกับความละเอียดที่น้อยกว่าด้วย ดังนั้นถ้าถ่ายจริงจังแนะนำกล้องหลักจะสวยกว่าเยอะ แต่มุมกว้างจะได้เรื่องมุมมองภาพ 120 องศา และช่วยให้ดูขายาวขึ้น

สุดท้ายก็คือ กล้องมาโคร 2 MP (F/2.4) อันนี้คงไม่ค่อยเน้นเท่าไหร่ เพราะหาโอกาสใช้งานจริงได้ค่อนข้างยาก จึงเหมาะกับคนที่ต้องการภาพในมุมแปลกมากกว่า หรือเอาไว้ถ่ายเก็บรายละเอียดวัตถุขนาดเล็ก เช่น ดอกไม้, เหรียญ, พระเครื่อง, ฯลฯ แต่ก็มีเอาไว้ใช้งานดีกว่าไม่มี ส่วนตัวผู้รีวิวแทบไม่ค่อยได้ใช้เลย

Dual-View Video สามารถปรับแต่งได้หลายแบบ จะแบ่งเป็นจอครึ่ง ๆ เลยก็ได้ หรือจะสร้างจอเล็กไว้ตรงมุมแบบในคลิป (ล่าสุดทำเป็นวงกลมได้ด้วย) เหมาะสำหรับคนทำ Vlog ถือกล้องตัวเดียวจบไม่ต้องตัดต่ออะไรอีก และเลือกสลับเลนส์ได้ตลอดเวลาว่าจะเอามุมไหนเป็นกล้องตัวไหน อันนี้ชอบมาก

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบกันสั่น Ultra Stable Video และ EIS ช่วยป้องกันวิดีโอสั่นไหว จากที่เราทดสอบรีวิวคลิปด้านบนคือภาพค่อนข้างนิ่งกว่าถือด้วยมือ แม้ว่าจะมีอาการหลุดบ้างเล็กน้อย แต่โดยรวมดูแล้วไม่เวียนหัวเหมือนกับการถือกล้องทั่วไป อันนี้เหมือนเดิมคือน่าจะเป็นประโยชน์กับสาย Vlog

กล้องหน้า

จุดเด่นสุดของรุ่นนี้มาพร้อมกับ กล้องหน้า 44 MP (F/2.0) และทาง vivo เรียกมันว่า Natural Portrait Selfie ที่คล้ายกับ Beauty Mode Classic แต่ให้ความเป็นสมจริงเป็นธรรชาติมากกว่า (จากเดิมก็ทำได้ดีและเนียนมากแล้ว) นอกจากนี้ยังรองรับ Eye AutoFocus ช่วยให้ภาพเซลฟี่ออกมาคมมากยิ่งขึ้น

Natural Portrait Selfie

คนที่ใช้ vivo บ่อยจะรู้ว่าโหมด Beauty ของค่ายนี้สวยแบบไม่หลอกตา แต่สำหรับรุ่นนี้จะมีความพิเศษไปอีก ผู้ใช้งานสามารถใช้ Beauty (Natural) ที่คล้ายกับ Beauty (Classic) ชนิดที่ว่าไม่จับผิดก็แยกไม่ออก แต่จะว่าไปก็คือสวยทั้งคู่เพียงแต่ว่า Beauty (Natural) จะมีความเป็นต้นฉบับอยู่สูงมากกว่า

สำหรับกล้องหน้าก็เช่นเดียวกับกล้องหลัง หากยังเบลอไม่จุใจพอก็สามารถปรับโบเก้เพิ่มเติมได้

ในส่วนของวิดีโอกล้องหน้ามี Steadiface Selfie Video ล็อกโฟกัสที่หน้าให้ผลลัพธ์ที่ได้นิ่งและคมชัด

นอกจากนี้ยังสามารถปรับสไตล์และฟิลเตอร์ได้ตามต้องการ ช่วยการการถ่ายรูปเป็นเรื่องน่าสนุกมากยิ่งขึ้น สามารถเลือกเปลี่ยนจากในกล้องได้เลย (แถมมีให้เลือกเยอะมาก) ไม่ต้องคอยโหลดแอปพลิเคชันอื่นมาแต่งรูปทีหลัง แต่ถ้าหากต้องการแต่งตัวระบบปฎิบัติการก็มีเครื่องมือพร้อมมาให้เสร็จสรรพ ง่ายและเร็ว!

ประสิทธิภาพและการใช้งาน

ตัวเครื่องมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Mediatek Dimensity 810 รหัสใหม่ที่มีการอัปเกรดจาก Dimensity 700 5G โดยทำให้มีขนาดเล็กลงเหลือ 6 นาโนเมตร และปรับเพิ่มความเร็วเล็กน้อย ผลทดสอบคะแนน AnTuTu อยู่ประมาณ 34x,xxx คะแนน มีโหมดเกมและ Multi-turbo เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน

หน้าจอแสดงผลค่อนข้างดีสว่างสู้แสงกลางแจ้ง ส่วนหนึ่งเพราะเป็นหน้าจอ AMOLED เลยให้สีที่สดใส แต่ความละเอียดอยู่ที่ Full HD ซึ่งส่วนตัวมองว่าก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานทั่วไป (เยอะกว่านี้ก็เปลืองแบตเตอรี่) ส่วนขนาดของหน้าจอ 6.44″ ใหญ่กำลังพอดีรองรับระบบเสียง Hi-Res ความละเอียดสูง

ถึงจะไม่ใช่รุ่นแพงแต่ vivo ก็ไม่ลืมที่จะใส่สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอมาให้ ความเร็วอยู่ในระดับที่ใช้ได้เลยทีเดียว

รองรับการเชื่อมต่อ 5G (NSA/SA Mode + Dual SIM) เชื่อมต่อเน็ตได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายเป็น WiFi 5 และ Bluetooth 5.1 สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน vivoShare ที่ติดมากับเครื่องกับสมาร์ตโฟนอื่นได้ด้วย สำหรับการชาร์จไฟเป็น vivo 44W FlashCharge แถมมาให้เรียบร้อย

ลูกเล่นตัวเครื่องมาพร้อมกับ Extended RAM 2.0 (8 GB + 4 GB) หมายความว่าตัวเครื่อง RAM 8 GB หากไม่พอก็สามารถยืมมาจาก ROM 4 GB ได้ผ่านคุณสมติ Extended RAM และการใช้งานเก็บรูปก็ถือว่าเหลือเฟือเพราะว่า ROM 128 GB หากไม่พอก็สามารถใส่เป็น microSD เพิ่มเติมได้อีก

การใช้งานโดยรวมให้สอบผ่านไปเลยกับเครื่องราคาหมื่นต้น ๆ ตอบโจทย์การใช้งานในทุกมิติ และแม้ว่าตัวเครื่องเหมือนจะบางเบา แต่แบตเตอรี่ 4050 mAh ก็เพียงพอสำหรับใช้งานทั้งวัน แต่หากต้องการชาร์จแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วจาก 0-69% ก็ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที ตัวเครื่องจับใช้งานทั้งวันไม่ร้อนเลย

ข้อดี

  1. กล้องหน้า 44MP Natural Portrait Selfie
  2. หน้าจอสวยงาม แสดงผลสู้แดดได้ดี
  3. รองรับ 5G (NSA/SA Mode + Dual SIM)
  4. ดีไซน์หรู บางเบา วัสดุไม่เป็นรอยนิ้วมือ

ข้อเสีย

  1. หน้าจอยังคงเป็น 60Hz
  2. มีให้เลือกสเปกเดียว 2 สี

สรุป

ความน่าสนใจของ vivo V23e 5G อยู่ที่จุดเล็ก ๆ อย่างในเรื่องดีไซน์และกล้องหน้า ด้วยราคาเปิดตัวที่ไม่แพง 12,999 บาท แต่ก็อย่าลืมว่ามีรุ่นเก่าที่เปิดตัวได้อลังการอย่าง vivo V21 5G เป็นตัวเลือกทำให้ใจหวั่นไหวไม่แพ้กัน (และราคาก็ไม่ได้หนีกันมาก) หากคุณอยากได้สมาร์ตโฟนสดใหม่สักเครื่อง ที่ใช้งานทั่วไปได้ดีและเด่นในเรื่องกล้อง แถมยังสามารถใช้งาน 5G ทั้งในส่วนของ NSA/SA ได้ทั้งของ AIS และ True ก็เป็นตัวเลือกที่ใช้ได้ทีเดียว

หมายเหตุ – บทความนี้เป็น Advertorial

REVIEW OVERVIEW
การออกแบบ
ใช้งานจริง
ความคุ้มค่า
คุณภาพวัสดุ
บริการหลังการขาย
Previous articleฟิลเลอร์ใต้ตา ลดใต้ตาคล้ำอย่างเห็นผล ทวงคืนความสดใส ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
Next articleรีวิว XUTI เก้าอี้นวดอัจฉริยะ 3D XT01GY นวดสบายผ่อนคลายทั้งตัว
เครื่องสวย เหมาะกับผู้หญิงเป็นอย่างมาก บางเบาพกพาสบาย ส่วนกล้องก็ยังคงคุณภาพตามสไตล์วีโว่ เด่นมากขึ้นไปอีกด้วยกล้องหน้า 44MP Natural Portrait Selfie เน้นการถ่ายสวยแบบเป็นธรรมชาติ รองรับการใช้งาน 5G (NSA/SA Mode + Dual SIM) ด้วยราคาหมื่นต้น ๆ ก็เป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับใครที่มองหาสมาร์ตโฟนช่วงนี้review-vivo-v23e-5g