fbpx
Review Mobile

รีวิว Infinix S5 สมาร์ตโฟนราคา 4,390 บาท แต่ได้ RAM 6 GB, ROM 128 GB กล้องหน้า

ฟีเจอร์ที่จัดว่า “ดีที่สุด” ในบรรดาสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่อยู่ในช่วงราคาเดียวกัน

2680

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพียงสามพันกว่าบาท ก็เลือกซื้อสมาร์ตโฟนราคาถูก Infinix S5 เพื่อการใช้งานจริงจังได้ แถมยังมีประสิทธิภาพสูงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หน้าจอใหญ่ แบตเตอรี่อึด ได้กล้องหลัง 4 เลนส์ กล้องหน้า AI สร้างบรรทัดฐานใหม่ของสมาร์ทโฟน พร้อมกล้องเซลฟีคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ “ดีที่สุด” ในช่วงราคาเดียวกัน

Infinix S5
Infinix S5

Infinix S5

การขายทั้งหมดในตอนนี้จะผ่านออนไลน์ Lazada เท่านั้น (อนาคตอาจมีตามร้านมือถือ) โดยแบ่งสเปกออกเป็นสองรุ่นคือ Infinix S5 Lite (ราคา 3,590 บาท) และ Infinix S5 (ราคา 4,390 บาท) ซึ่งต่างกันเพียงแค่สเปกกล้อง RAM 4/6 GB และ ROM 64/128 GB ตามลำดับ และตัวที่เรารีวิวนี้ก็คือรุ่น S5 แต่หากใครใช้ไม่เยอะ S5 Lite ก็เพียงพอ

Infinix เป็นของประเทศอะไร ?

ที่ต้องเกริ่นทำความรู้จักกันก่อน เพราะหลายคนก็มักจะถามแบบเดียวกัน ในฐานะแบรนด์ที่ไม่ค่อยคุ้นหูในประเทศไทย แต่ความจริงแล้ว Infinix เป็นแบรนด์จากฮ่องกง ซึ่งมีบริษัทแม่คือ Transsion ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายหนึ่งของจีน ที่มีแบรนด์บริษัทลูกอย่าง TECNO, itel และ Infinix อันนี้จะเรียกว่าแบรนด์จีนหรือฮ่องกงก็สุดจะแล้วแต่ เพราะถึงอย่างไรสมาร์ตโฟนเกือบทั้งโลกก็ผลิตที่จีน ยังไม่นับรวมแบรนด์แนวหน้าของโลกอย่าง Huawei, Xiaomi, OPPO อันนี้ก็แบรนด์จีนแท้

ส่งซ่อมเครื่องไม่เกิน 7 วัน

Infinix ถึงแม้จะสัญชาติฮ่องกงและผลิตในจีน แต่ค่อนข้างขายดีเน้นไปที่ตะวันออกกลางและแอฟริกา เราจึงไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่นัก แต่อันที่จริงตอนนี้ก็ขายในไทยมาได้ปีกว่าแล้ว เริ่มต้นจากรุ่นราคาถูกเพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างก่อน ส่วนเรื่องบริการหลังการขายก็สบายใจได้ ถึงแม้จะไม่ได้มีศูนย์บริการมากมายอะไร แต่เขาใช้จุดนี้เป็นจุดแข็งด้วยการให้ Kerry ไปรับและส่งเครื่องถึงหน้าบ้านลูกค้า จากนั้นก็รอรับเครื่องไม่เกิน 7 วัน ซึ่งผมว่าแบบนี้มันก็สะดวกมากกว่าไปศูนย์ด้วยซ้ำ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง Infinix S5
  • อะแดปเตอร์ 5V/2A
  • สายชาร์จ Micro USB
  • ฟิล์มกันรอย
  • เคสใสแบบยาง
  • หูฟัง 3.5 มม. แบบ In-Ear

สเปก | Infinix S5

  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie (ครอบทับด้วย XOS 5.5)
  • หน้าจอ Infinity-O 6.6″ ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Helio P22
  • แรม 6 GB
  • รอม 128 GB (รองรับ microSD)
  • กล้องหลัง 16 + 5 + 2 + QVGA MP (f/1.8)
  • กล้องหน้า 32 MP (f/2.0)
  • รองรับ 4G ทั้งสองซิม (ไม่แชร์ร่วมกับ microSD)
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh
  • ขนาด 164 × 76 × 7.9 มม.
  • น้ำหนัก 176 กรัม

สีที่ขายก็มีตั้งแต่ Quetzal Cyan, Violet (ตัวที่รีวิว), Nebula Black ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากนก Quetzal ซึ่งเป็นนกที่มีชื่อเสียงในด้านสีที่โดดเด่น และตัวเครื่องของก็จะมีลวดลายลักษณะคล้ายกับขนนกซ่อนอยู่ และทาง Infinix ก็ได้ให้ทางดีไซน์เนอร์ฝรั่งเศสมาช่วยออกแบบ ทำให้สมาร์ตโฟนส่วนใหญ่ของแบรนด์มีความเป็นแฟชั่นซ่อนอยู่ และไม่ซ้ำใคร

เนื่องจากเป็นสมาร์ตโฟนในกลุ่มเน้นความประหยัด-คุ้มค่ากับราคา พอร์ตจึงยังคงเป็น Micro USB แบบเก่า ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องปรับตัวมากนัก (แต่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับคนที่ใช้อุปกรณ์ USB-C) นอกจากนี้ยังคงมีพอร์ต 3.5 มม. ใช้ร่วมกับหูฟังปกติธรรมดาทั่วไปได้เลย ตัวเครื่องมีแถมหูฟัง มีแถมเคส มีแถมฟิล์มกันรอยมาให้ ผู้ใช้งานก็ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มเติมอีก

การควบคุมทั้งหมดจะอยู่บริเวณด้านขวามือ และด้านบนรวมถึงด้านซ้ายของเครื่องจะมีลักษณะโล่งไม่มีอะไรบดบัง และด้วยความที่ย้ายสแกนลายนิ้วมือมาไว้ด้านหลัง ทำให้เวลาใช้งานจริงไม่ต้องเผื่อพื้นที่หน้าจอให้เกะกะ บวกกับการเจาะรูกล้องบนหน้าจอ Infinity-O ทำให้ได้หน้าจอขนาด 6.6 นิ้ว แต่ตัวเครื่องยังเท่าเดิม และมีพื้นที่การแสดงผลถึง 90.5%

ในตลาดตอนนี้ Infinix S5 ถือว่าเป็นรุ่นนี้คุ้มค่าที่สุดหากเทียบช่วงราคาเดียวกัน และนับว่าเป็นสมาร์ตโฟนหน้าจอแสดงผลแบบ Punch Hole ที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย ในขนาดหน้าจอ 6.6 นิ้ว เหตุผลที่แบตเตอรี่ยังใช้งานได้นานเพราะความละเอียด HD+ ที่ประหยัดพลังงานเป็นอย่างสูง ส่วนกล้องหน้าที่ให้มาก็ไม่ได้ธรรมดาเพราะว่าเป็น AI Selfie 32 MP

กล้องหลังก็จัดเต็มตั้งแต่กล้องหลัก 16 MP สามารถถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้าง เก็บสิ่งที่เล็กที่สุดด้วยเลนส์มาโครในตัว มีกล้องที่ช่วยในการละลายฉากหลัง แถมยังมีระบบ AI ในตัวแยกต่างหากอีกด้วย ทำให้สามารถถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนานด้วยราคาเพียง 4,390 บาท เป็นอะไรที่คุ้มค่ามากที่สุดในช่วงราคานี้ เหมาะกับการใช้งานของผู้เริ่มต้นหรือนักเรียนทั่วไป

การใช้งานโดยรวมเครื่องไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป หากเป็นคนมือเล็กก็อาจจะใหญ่ไปสักเล็กน้อย (ใหญ่นิดหน่อยยังไม่ถึงขนาดพวกตระกูล Galaxy Note) สามารถจับได้ถนัดมือตัวเครื่องมีน้ำหนักเล็กน้อยจากแบตเตอรี่ แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดถือแล้วหนักข้อมือ ฝาหลังอาจลื่นและเป็นรอยนิ้วมือง่ายไปนิด แก้ไขได้ด้วยการใช้เคสที่แถมมากับเครื่องเป็นอันลงตัว

สำหรับคนที่ชอบดูหนังนิดหน่อย เล่นเกมทั่วไป ถ่ายภาพทั่วไปในชีวิตประจำวัน ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียวจากหน้าจอขนาดใหญ่ หน่วยประมวลผลที่ไม่กินแบตเตอรี่และไม่ทำให้เครื่องร้อน ด้วยความละเอียดหน้าจอ HD+ การเล่นเกมจึงไม่หน่วงมาก แต่สำหรับคนที่ชอบเต็มตาเต็มอารมณ์แบบ Full HD อาจไม่ถูกใจในจุดนี้ แต่เชื่อเถอะว่าใช้งานจริงอารมณ์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากนัก ขนาดที่ว่า iPhone ความละเอียดไม่ถึง Full HD เรายังใช้งานกันได้แบบไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

ตัวเครื่องมาพร้อมแบตเตอร์รี่ขนาด 4000 mAh ที่มีระบบ AI ช่วยยืดอายุการใช้งาน หากทำงานร่วมกันแบบสมบูรณ์จะสามารถยืดอายุได้ถึง 3 วันตามโฆษณาเลยทีเดียว ซึ่งมันจะเรียนรู้ช่วงเวลาที่เราไม่ใช้งาน โดยจะทำการปิดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป แต่เอาเข้าจริง ๆ หากใช้งานทั่วไปแบบคนไทย แบตเตอรี่ก็อยู่ได้ประมาณวันกว่า ๆ ก็ไม่ได้ถือว่าขี้เหร่อะไรครับ

การถ่ายรูปจากเลนส์มุมกว้าง สามารถทำได้ดีประมาณหนึ่ง คุณภาพอยู่ในระดับพอใช้สมกับราคา หากต้องการถ่ายเน้นในสภาวะแสงแดดกลางแจ้งจะดีกว่า เนื่องจากกล้องมีรูรับแสงที่ค่อนข้างแคบ แต่หากเป็นเลนส์ปกติถึงแม้จะมีความละเอียด 16 MP แต่ก็สามารถถ่ายออกมาได้ดีเลยทีเดียว มีระบบ AI ที่ช่วยในการปรับแต่งกล้องและภาพ ให้ออกมาเหมาะกับรูป

Macro Mode

การถ่ายภาพมาโครอันนี้ก็เป็นอีกจุดเด่นที่น่าสนใจ สามารถเปิดประสบการณ์ถ่ายรูปสุดแปลก ถ่ายได้ในระยะที่ใกล้สุด 2.5 ซม. จากตัวอย่างภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าซูมได้กระทั่งรอยฟองน้ำ หรือแม้กระทั่งรอยบิ่นของเหรียญเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปมุมแปลก ๆ ของดอกไม้ แมลง ฯลฯ ทั้งนี้ก็จะเป็นเลนส์ที่หลายแบรนด์ไม่ค่อยนิยมใส่มากัน

กล้องหน้าความละเอียด 32 MP มาพร้อมกับคุณสมบัติ 3D Face Beauty สามารถเเลือกปรับความขาว ปรับโครงหน้า ดวงตา ฯลฯ ได้ตามสมัยนิยมหรือหากใครไม่ชอบตั้งค่า ก็มีโหมดอัตโนมัติให้เลือกถึง 4 ระดับด้วยกัน แต่เพื่อความสมจริงของรีวิวจึงขอลงภาพจากกล้องจริงดีกว่า คุณภาพการถ่ายในที่ร่มก็อยู่ในระดับที่พอใช้งานได้ เทียบกับราคาแล้วสมเหตุผล

กล้อง

โดยรวมแล้วกล้องของ Infinix S5 ทำออกมาได้น่าประทับใจดี ถึงแม้คุณภาพจะไม่ดีที่สุด แต่ต้องอย่าลืมว่านี่คือกล้องของสมาร์ตโฟราคา 3-4 พันกว่าบาท จะเอาไปเทียบกับหลักหมื่นก็คงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก แถมกล้องราคาหลักหมื่นบางแบรนด์ยังทำได้ไม่เท่านี้ ยิ่งนับรวมกับเลนส์ที่ให้มาแบบไม่งกถึง 4 เลนส์ด้วยกัน ก็นับว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งครับ

ระบบปฏิบัติการ

ตัวเครื่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie (ครอบทับด้วย XOS 5.5) มีการปรับแต่งเครื่องให้เหมาะกับการใช้งาน ลูกเล่นมาตรฐานมาครบแบบจัดเต็ม มีจุดขายตรงที่แผงอัจฉริยะที่ทำให้เราเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว (แต่ส่วนตัวคิดว่ามันรก) นอกจากนี้ก็มี Bloatware ติดมาเยอะไปหน่อย ต้องมานั่งไล่ลบกันภายหลัง แต่สำหรับบางคนอาจมองว่าสะดวกแทน

นอกจากนี้ก็จะมีพวกโหมดเกมที่ช่วยอำนวยความสะดวกระหว่างเล่นเกม มีโหมดที่แบ่งหน้าจอได้ตามสมัยนิยม สามารถแคสต์หน้าจอขึ้นทีวีได้อย่างสะดวก การจับภาพหน้าจอด้วยสามนิ้ว (มีเยอะมากรีวิวทั้งวันก็ไม่หมด) นอกจากนี้ยังมีโหมดพิเศษสำหรับปรับแต่ง WhatsApp ที่ต่างประเทศนิยมมาก แต่น่าเสียดายที่คนไทยเน้นหนักไปทาง LINE เสียมากกว่า

ตัวเครื่องมี RAM 6 GB เหลือให้ใช้จริงประมาณ 4.34 GB ก็ถือว่า XOS กินไปเยอะพอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็สามารถเคลียร์แรมออกได้เรื่อย ๆ จากคำสั่งที่หาได้ทั่วไปในหน้า XOS ส่วนเรื่องของ ROM 128 GB เหลือให้ใช้จริง 114 GB อันนี้ก็เหลือเฟือให้ได้ใช้งาน แต่ถ้าใครอยากเก็บรูปเพิ่มไปอีกก็สามารถเพิ่มเติมผ่านทาง microSD ได้อีกช่องทางหนึ่ง

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจก็คือ “การถ่ายทอดเสียงอัจฉริยะ” อันนี้ผู้เขียนรีวิวเข้าใจว่ามันน่าจะอ่านให้เราฟัง ว่ามีใครโทรมาหรือส่งข้อความว่าอะไร นอกจากนี้ยังรองรับ WhatsApp และ Facebook เพิ่มเติมด้วย แต่น่าเสียดายตรงที่รองรับแค่ภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, และฮินดี ถ้าใครตั้งชื่อเป็นภาษาไทยก็กลายเป็นว่าไม่ได้ใช้คุณสมบัตินี้ไป แอบเสียดายเล็กน้อย

กล้องสามารถปรับแต่งได้หลากหลายตามสมัยนิยม มีให้เล่นอย่างละนิดละหน่อยพอเป็นน้ำจิ้มแก้เบื่อ ที่เด็ดและใช้งานจริงจะเป็นโหมดบิวตี้มากกว่า นอกนี้ก็จะมี AI CAM ในการช่วยเลือกการตั้งค่าให้เหมาะกับภาพ อีกทั้งยังมีการนำเอา AI มาใช้งานเพื่อช่วยในการปรับแต่งภาพละลายหลัง และการถ่ายวิดีโอก็ปรับอะไรไม่ได้เยอะ ทำได้เพียงเลือกเลนส์เท่านั้น

ข้อดี

  1. กล้องหลังสี่ตัว (AI Quad Camera)
  2. กล้องหน้า 32 MP (AI Camera)
  3. หน้าจอ Infinity-O ขนาด 6.6″ ใหญ่สุดในตลาด
  4. แบตเตอรี่ 4000mAh ใช้งานทั้งวัน
  5. มีเคสในตัว ติดฟิล์มมาจากโรงงาน
  6. คุ้มค่าราคาประหยัด
  7. รับและส่งซ่อมฟรีบ้าน

ข้อเสีย

  1. ยังคงเป็น Micro USB
  2. Bloatware ค่อนข้างเยอะ
  3. หน้าจอ HD+
  4. หน่วยประมวลผลไม่เหมาะกับเล่นเกมหนัก

สรุป

ตอนแรกเข้าใจว่าจะมีการตัดสเปกบางอย่างเพื่อให้ได้ราคาถูก แต่พอดู Wi-Fi ก็รองรับ 5 Ghz แถมยังได้ Bluetooth 5.0 ดีไซน์ไม่ขี้เหร่ จะมีข้อเสียเล็กหน่อยตรงที่หน้าจอ HD+ แต่ถึงอย่างไรก็มีข้อดีเรื่องประหยัดประหยัดแบตเตอรี่ ส่วนตัวคิดว่าได้ RAM 6 GB และ ROM 128 GB ก็ถือว่าเกินคุ้มแล้ว Infinix S5 เป็นสมาร์ตโฟนราคาประหยัด ที่ทำออกมาได้ดีสุดในตอนนี้ กรณีที่คุณมีงบประมาณเพียงแค่ 3-4 พันบาท รายละเอียดเพิ่มเติม

หมายเหตุ – บทความนี้เป็น Advertorial